วันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2554

IP address



    

                หมายเลขไอพีแอดเดรสเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการระบุแยกแยะความแตกต่างของเครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์เครือข่ายต่าง ๆ ที่มีการเชื่อมต่อเข้าด้วยกันเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ออกจากกัน โดยคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องภายในเครือข่าย จะได้รับการกำหนดจัดสรรหมายเลขไอพีแอดเดรสเป็นของตนเอง หลักการพื้นฐานในการกำหนดหมายเลขไอพีแอดเดรส ให้กับคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องมีอยู่ง่าย ๆ คือ หลีกเลี่ยงมิให้แต่ละเครื่องมีหมายเลขไอพีแอดเดรสซ้ำกัน เพราะจะทำให้เกิดความสับสนในการติดต่อสื่อสารภายในเครือข่าย หากการกำหนดจัดสรรไอพีแอดเดรสเป็นไปตามกติกาดังกล่าวแล้ว ก็จะทำให้คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องสามารถติดต่อสื่อสารถึงกัน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล หรือกระจายภาระการทำงานระหว่างกันได้เป็นปกติ คอมพิวเตอร์ภายในเครือข่ายจะทำการติดต่อสื่อสารกันโดยการรับส่งข้อมูลในรูปแบบของแพ็กเกต (Packet) ผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่มีการเชื่อมต่อโดยอาศัยอุปกรณ์เครือข่ายชนิดต่าง ๆ เช่น บริดจ์ ฮับ สวิทช์ หรือเราเตอร์



          อย่างไรก็ตาม นิยามของคำว่า "เครือข่ายคอมพิวเตอร์" สามารถเป็นไปได้ในหลาย ๆ ลักษณะ การสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ภายในองค์กรธุรกิจโดยไม่มีความจำเป็นที่จะต้องต่อเชื่อมกับเครือข่ายขององค์กรอื่น ๆ ถือเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์อย่างง่าย ซึ่งผู้ดูแลระบบเครือข่ายสามารถออกแบบสร้างและควบคุมการทำงานของเครือข่ายได้โดยไม่ยากเย็นนัก อย่างไรก็ตามเครือข่ายคอมพิวเตอร์อาจอยู่ในรูปแบบของเครือข่ายขนาดใหญ่ขององค์กร สถานศึกษา หรือหน่วยงานราชการ ซึ่งต้องการเชื่อมต่อข้ามไปยังเครือข่ายอื่น ๆ ที่สำคัญคือมักมีการเชื่อมต่อเข้าสู่เครือข่ายอินเตอร์เน็ต ซึ่งมีจำนวนเครื่องคอมพิวเตอร์เชื่อมต่ออยู่อย่างมหาศาล ความยากลำบากในการกำหนดเลขหมายไอพีแอดเดรสให้กับเครือข่ายของท่าน โดยหลีกเลี่ยงการกำหนดเลขหมายซ้ำกับเครือข่ายอื่นที่ท่านเชื่อมต่ออยู่ จะกลายเป็นสิ่งที่ควบคุมได้ยากลำบากมาก หากไม่มีการกำหนดกฎเกณฑ์และกติกาในการจัดสรรหมายเลขไอพีแอดเดรสเพื่อให้แต่ละองค์กรยึดถือร่วมกัน

             เพื่อเป็นการวางมาตรฐานสำหรับปฏิบัติร่วมกัน หน่วยงาน InterNIC (Internet Network Information Center) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ได้รับการ จัดตั้งขึ้นโดยรัฐบาลสหรัฐอเมริกา จึงได้ทำหน้าที่เป็นผู้ออกกฎกติกา สำหรับการจัดสรรหมายเลขไอพีแอดเดรส ให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วโลกที่จะต้องมีการเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่าย อินเตอร์เน็ต โดยมีจุดประสงค์เพื่อป้องกันปัญหาการกำหนดไอพีแอดเดรสซ้ำซ้อนกันขึ้น อย่างไรก็ตามในกรณีของการวางเครือข่ายอินทราเน็ตสำหรับองค์กร โดยไม่คิดว่าจะมีการเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ผู้ดูแลระบบสามารถเลือกกำหนดไอพีแอดเดรสให้กับคอมพิวเตอร์ภายในเครือข่ายของ ท่านอย่างไรก็ได้โดยยึดถือเพียงหลักในการจัดสรรไอพีแอดเดรสมาตรฐาน รูปที่ 1 เป็นการเปรียบเทียบการจัดสรรหมายเลขไอพีแอดเดรสระหว่างเครือข่ายอินทราเน็ตอิสระที่ไม่มีการเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต กับเครือข่ายอินทราเน็ตขององค์กรอีกแห่งหนึ่งซึ่งจำเป็นต้องเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายอินเตอร์เน็ต โดยในกรณีหลังนี้นอกจากผู้ดูแลระบบจะปฏิบัติตามหลักการจัดสรรหมายเลข IP พื้นฐานแล้ว ยังต้องยึดถือกฎกติกาของ InterNIC อย่างเคร่งครัดอีกด้วย

การกำหนดเลขหมายแอดเดรส

        หมายเลขไอพีแอดเดรสซึ่งมีการกำหนดใช้งานในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั่วโลกในปัจจุบัน มีชื่อเรียกเป็นทางการว่า "IPv4" มีโครงสร้างการอ้างอิงเป็นตัวเลขฐานสองความยาว 32 บิต เพื่อเป็นความสะดวกในการระบุอ้างอิงโดยมนุษย์ จึงมีการแยกอ่านค่าเลขฐานสองดังกล่าวออกเป็น 4 กลุ่ม ๆ ละ 8 บิตเรียงตามลำดับ การอ่านหรืออ้างอิงค่าหมายเลขไอพีแอดเดรสโดยทั่วไปจึงมักอยู่ในรูปแบบเช่น 205.46.15.198 แทนที่จะอ่านเป็น 11001101.00101110.00001111.11000110 สำหรับการแปลงค่าตัวเลขฐานสองไปเป็นฐานสิบนั้น สามารถกระทำได้โดยใช้เครื่องคิดเลขหรือเทียบจากตารางที่ 1 ตัวอย่างการอ่านค่าไอพีแอดเดรสตามตัวอย่างข้างต้นนั้นมีแสดงในรูปที่ 2 ทั้งนี้พึงทำความเข้าใจว่าในการติดต่อสื่อสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วยกันนั้น จะใช้การอ้างอิงตัวเลขฐานสองเป็นพื้นฐาน เนื่องจากเป็นมาตรฐานการอ้างอิงในระดับภาษาเครื่อง ส่วนการอ่านค่าเป็นตัวเลขฐานสิบนั้นเป็นไปเพื่อความสะดวกของมนุษย์เป็นสำคัญ อนึ่งโดยทั่วไปมักนิยมเรียกกลุ่มข้อมูลแต่ละกลุ่มซึ่งมีขนาด 8 บิตว่า "ออกเต็ด" (Octet) สำหรับความหมายของ "คลาส C" ซึ่งแสดงในรูปนั้น จะกล่าวถึงต่อไป

      ข้อควรทราบเกี่ยวกับการกำหนดค่าให้กับเลขหมายไอพีแอดเดรสในแต่ละออกเต็ดมีอยู่ 2 ประการ ประการแรกก็คือในแต่ละออกเต็ดจะต้องไม่มีค่าของข้อมูลเป็น "11111111" หรือ "00000000" หรือแทนค่าเป็นเลขฐานสิบได้เท่ากับ 255 และ 0 ตามลำดับ นอกจากนั้นยังมีการสำรองไอพีแอดเดรสที่มีค่าเป็น 127.0.0.1 ไว้สำหรับใช้ในการทดสอบเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องที่มีการเชื่อมต่อกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ หลักการดังกล่าวนี้ใช้ได้ทั้งกับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีการเชื่อมต่อภายในเครือข่ายแบบปิด และกับเครื่องคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายเปิดซึ่งมีการเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายอินเตอร์เน็ต


          เมื่อพิจารณาเฉพาะเจาะจงไปถึงการเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์เข้ากับเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ผู้ดูแลระบบจะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของ InterNIC ในการกำหนดเลขหมายไอพีแอดเดรสเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าเลข หมายไอพีแอดเดรสที่มีการจัดสรรให้กับคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องภายในเครือข่าย อินทราเน็ตของตน จะไม่เกิดซ้ำกันขึ้นกับไอพีแอดเดรสของคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ๆ ที่เชื่อมต่ออยู่กับเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เริ่มจากการที่ผู้ดูแลระบบจะต้องทราบว่า InterNIC มีการกำหนดแบ่งกลุ่มของไอพีแอดเดรสที่มีการใช้งานทั่วโลกออกเป็น 5 กลุ่ม หรือ 5 คลาส (Class) ซึ่งในการกำหนดใช้งานทางปฏิบัติจะมีอยู่เพียง 3 คลาสเท่านั้น คือ คลาส A คลาส B และ คลาส C กติกาที่ใช้ในการกำหนดแบ่งคลาสของไอพีแอดเดรสนั้น กระทำโดยแบ่งตามค่าตัวเลขฐานสองของออกเต็ดแรก ดังแสดงรายละเอียดในตารางที่ 2 และเนื่องจาก InterNIC มีการประกาศห้ามใช้งานแอดเดรสในคลาส D และ E จึงจะไม่ขอกล่าวถึงแอดเดรสในกลุ่มนี้อีก ต่อไป

        ที่มาของแนวคิดในการแบ่งกลุ่มไอพีแอดเดรสออกเป็นคลาส ก็เนื่องมาจากที่ InterNIC มองว่าเครือข่ายคอมพิวเตอร์ย่อย ๆ ที่มีการเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายอินเตอร์เน็ตนั้น มีขนาดเล็กใหญ่ไม่เท่ากัน เครือข่ายของบางองค์กรอาจมีขนาดใหญ่โตและต้องการหมายเลขไอพีแอดเดรสเป็นจำนวนมาก ในขณะที่เครือข่ายขององค์กรบางกลุ่มกลับมีเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่เพียงไม่กี่เครื่อง จำนวนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่แต่ละคลาสสามารถรองรับได้มีแสดงในตารางที่ 3 พร้อมกับการระบุจำนวนของโฮสหรือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สามารถเชื่อมต่อใช้งานในแต่ละเครือข่ายซึ่งอยู่ในคลาสต่าง ๆ กัน รายละเอียดและแนวทางในการคำนวณจำนวนเครือข่ายและจำนวนโฮสที่รองรับในแต่ละคลาสดังนี้

คลาส A : สังเกตจากค่าบิตแรกของออกเต็ดที่ 1 ในไอพีแอดเดรสมีค่าเป็น 0 ในคลาสนี้มีการแบ่งกลุ่มเครือข่ายออกได้เป็น 126 เครือข่าย โดยที่แต่ละเครือข่ายสามารถมีเครื่องคอมพิวเตอร์ต่อเชื่อมได้ทั้งสิ้นเครือข่ายละ 16,777,214 เครื่อง ในปัจจุบันไอพีแอดเดรสที่จัดว่าอยู่ในคลาส A แทบจะไม่ได้มีการจัดสรรให้กับหน่วยงานใดมากนัก แอดเดรสในคลาส A นี้ได้รับการกำหนดขึ้นเพื่อใช้จัดสรรให้กับองค์กรขนาดใหญ่มากที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์เชื่อมต่อภายในองค์กรเป็นจำนวนมาก รูปแบบของการจัดวางไอพีแอดเดรสสำหรับคลาส A นี้มีการกำหนดให้ออกเต็ดแรกใช้แทนแอดเดรสของเครือข่าย และอีก 3 ออกเต็ดที่เหลือใช้แทนแอดเดรสเครื่องคอมพิวเตอร์ภายในเครือข่ายนั้น ๆ

คลาส B เหมาะสำหรับการกำหนดใช้งานให้กับองค์กรขนาดกลาง โดยมีหลักกำหนดให้ 2 ออกเต็ดใช้แทนแอดเดรสของเครือข่าย และอีก 2 ออกเต็ดที่เหลือใช้แทนแอดเดรสของเครื่องคอมพิวเตอร์ ในคลาสนี้สามารถจัดแบ่งจำนวนเครือข่ายออกได้ทั้งสิ้น 16,384 เครือข่าย โดยที่แต่ละเครือข่ายรองรับจำนวนคอมพิวเตอร์ได้ 65,534 เครื่อง

คลาส C เป็นคลาสที่มักมีการกำหนดใช้งานกับเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ภายในเครือข่ายอินเตอร์เน็ต โดยกำหนดว่าข้อมูล 3 ออกเต็ดแรกของไอพีแอดเดรสใช้แทนแอดเดรสของเครือข่าย ส่วนออกเต็ดสุดท้ายใช้แทนแอดเดรสของเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งหมายความว่าคลาส C นี้สามารถแบ่งเครือข่ายออกได้เป็นทั้งสิ้น 2,097,152 เครือข่าย โดยแต่ละเครือข่ายมีจำนวนเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ทั้งสิ้น 254 เครื่อง


ISP


         ปัจจุบัน มีผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตเป็นจำนวนมาก ดังนั้นผู้ใช้จะต้องพิจารณาเลือกรายที่ดีที่สุด สำหรับการให้บริหารอินเตอร์เน็ตนั้น ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้ของแต่ละบุคคล แต่ละองค์กร การใช้อินเตอร์เน็ตที่บ้านจำเป็นต้องพิจารณาผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตเป็น สำคัญ โดยสามารถทำได้ดังนี้                               
   1. ซื้อแบบ Package มาทดลองใช้ ซึ่งแบบนี้จะจำกัดชั่วโมง และจำกัดระยะเวลา เช่น 1 เดือน 3 เดือนเป็นต้น    
  2. สมัครเป็นสมาชิกรายเดือน คือผู้ใช้เสียค่าบริการเป็นรายเดือน และสามารถใช้ได้ไม่จำกัดชั่วโมงภายในเวลา 1 เดือน เหมาะสำหรับผู้ที่ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นประจำ

            รู้จัก ISP หรือ ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต คืออะไร
ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต หรือ Internet Service Provider คือ หน่วยงานที่บริการให้เชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล หรือเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของบริษัท เข้ากับเครือข่ายอินเตอร์เน็ตทั่วโลก ในปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตอยู่ด้วยกัน 2 ประเภท คือ หน่วยงานราชการหรือสถาบันการศึกษา กับบริษัทผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตเชิงพาณิชย์ทั่วไป
ISP ที่เป็นหน่วยงานราชการ หรือสถาบันการศึกษา มักจะเป็นการให้บริการฟรีสำหรับสมาชิกขององค์การเท่านั้น

          ISP ประเภทที่ให้บริการในเชิงพาณิชย์ ผู้ใช้ที่ต้องการใช้งานอินเตอร์เน็ตจะต้องสมัครเข้าเป็นสมาชิกของ ISP รายนั้นๆ ซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการใช้งานอินเตอร์เน็ต ซึ่งอัตราค่าบริการจะขึ้นอยู่กับ ISP แต่ ละราย ข้อดีสำหรับผู้ใช้บริการอินเตอร์เน็ตในเชิงพาณิชย์ก็คือ การให้บริการที่มีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งรองรับกับความต้องการของผู้ใช้ที่แตกต่างกัน มีทั้งรูปแบบส่วนบุคคล ซึ่งจะให้บริการกับประชาชนทั่วไปที่ต้องการใช้งานอินเตอร์เน็ต และบริการในรูปแบบขององค์กร หรือบริษัท ซึ่งให้บริการกับบริษัทห้างร้าน หรือองค์กรต่าง ๆ ที่ต้องการให้พนักงานในองค์กรได้ใช้งานเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ISP จะเป็นเสมือนตัวแทนของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อเข้าถึงแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ถ้าผู้ใช้อินเตอร์เน็ตต้องการข้อมูลอะไรก็สามารถติดต่อผ่าน ISP ได้ทุกเวลา โดยวิธีการสมัครสมาชิกนั้น เราสามารถโทรศัพท์ติดต่อไปยัง ISP ที่ให้บริการต่าง ๆ ซึ่งเราสามารถเลือกรับบริการได้ 2 วิธี คือ ซื้อชุดอินเตอร์เน็ตสำเร็จรูปตามร้านทั่วไปมาใช้ และสมัครเป็นสมาชิกรายเดือน โดยใช้วิธีการติดต่อเข้าไปยัง ISP โดยตรง ซึ่งวิธีการ และรายละเอียดในการให้บริการของแต่ละที่นั้นจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับรูปแบบการให้บริการของ ISP รายนั้น ๆ จะกำหนด  ในการเลือก ISP นั้น ต้องพิจารณาความเหมาะสมในการใช้งานของเราเป็นหลัก โดยมีหลักในการพิจารณาหลายอย่างด้วยกัน เช่น ความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตว่ามีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ หรือไม่ ดำเนินธุรกิจด้านนี้มากี่ปี มีสมาชิกใช้บริการมากน้อยขนาดไหน มีการขยายสาขาเพื่อให้บริการไปยังต่างจังหวัดหรือไม่ มีการลงทุนที่จะพัฒนาการให้บริการมากน้อยเพียงใด เป็นต้น  ประสิทธิภาพของตัวระบบ ก็เป็นส่วนสำคัญที่เราจำเป็นต้องพิจารณาด้วย เช่น ความเร็วในการรับ/ส่ง สม่ำเสมอหรือไม่ (บางครั้งเร็วบางครั้งช้ามาก) สายโทรศัพท์ต้นทางหลุดบ่อยหรือไม่ หรือในบางกรณีที่เรากำลังถ่ายโอนข้อมูล มายังเครื่องคอมพิวเตอร์ปรากฏว่าใช้งานไม่ได้ การเชื่อมต่อไปยังต่างประเทศ ไปที่ใดบ้างด้วยความเร็วเท่าไหร่ และการเชื่อมต่อกับผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศเป็นอย่างไร มีสายสัญญาณหลักที่เร็ว หรือมีประสิทธิภาพสูงมากเพียงใด เพราะปัจจัยเหล่านี้จะมีผลต่อความเร็วในการใช้อินเทอร์เน็ตด้วย บริการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการใช้งาน Technician Support นี่ก็เป็นส่วนสำคัญที่เราควรจะต้องพิจารณา เพราะหากการใช้บริการของเรามีปัญหา เราจะได้มั่นใจว่าทาง ISP จะ มีการดูแลแก้ไขให้ได้อย่างทันท่วงที และเราจะสามารถสอบถามการบริการใหม่ๆได้อยู่เสมอ รวมถึงบริการเสริมต่างๆก็เป็นสิ่งที่เราควรจะต้องพิจารณาด้วยเช่นเดียวกัน  โมเด็ม ก็เป็นส่วนสำคัญที่เราจะต้องใช้ในการท่องอินเตอร์เน็ต เราควรตรวจสอบโมเด็มที่เราใช้งานอยู่ว่าเป็นโมเด็มแบบใด 33.6Kbps หรือ 56 Kbps เนื่องจากโมเด็มมีมาตรฐานหลายแบบ ดังนั้น ควรตรวจสอบดูว่า ISPนั้นๆ สามารถรองรับโมเด็มของเราได้หรือไม่ ทั้งในด้านความเร็วและมาตรฐานต่างๆ เพราะ ISP แต่ ละรายการจะมีหมายเลขโทรศัพท์หลายหมายเลขด้วยกัน ซึ่งแต่ละหมายเลขจะใช้สำหรับโมเด็มที่มีความเร็วและมาตรฐานที่แตกต่างกัน เนื้อที่ในการจัดเก็บข้อมูล ที่ทางผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตอนุญาตให้สมาชิกจัดเก็บข้อมูลบนเครื่อง คอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการ เช่น เนื้อที่ที่ให้จัดเก็บอีเมล์หรือจัดเก็บไฟล์ข้อมูลไปที่ดาวน์โหลดจากแหล่ง ข้อมูลในอินเตอร์เน็ต ซึ่งโดยทั่วไป ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตจะให้พื้นที่เก็บข้อมูลประมาณ 2 MB  ค่า บริการรายเดือน ก็เป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการเลือกผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต ค่าบริการรายเดือนจะถูกกำหนดตามชั่วโมงของการใช้งาน จำนวนชั่วโมงในการใช้งานยิ่งมากเท่าไหร่ ก็จะเสียค่า บริการเพิ่มมมากขึ้นตามลำดับ นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาที่ค่าธรรมเนียมแรกเข้าด้วย เพราะบาง ISP จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมแรกเข้า แต่บาง ISP จะไม่มีการเรียกเก็บหลังจากที่เราเลือกผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการติดต่อขอใช้บริการอินเตอร์เน็ตกับ ISP ซึ่งในประเทศไทยมีผู้ให้บริการ 18 แห่งด้วยกัน คือ
1. บริษัท ล็อกซ์เล่ย์ อินฟอร์เมชั่น เซอร์วิส จำกัด
2. บริษัท เคเอสซี คอมเมอร์เชียล อินเทอร์เน็ต จำกัด
3. บริษัท อินโฟ แอคเซส จำกัด
4. บริษัท สามารถ อินโฟเน็ต จำกัด
5. บริษัท เอเน็ต จำกัด
6. บริษัท ไอเน็ต (ประเทศไทย) จำกัด
7. บริษัท เวิลด์เน็ต แอน เซอร์วิส จำกัด
8. บริษัท ดาตา ลายไทย จำกัด
9. บริษัท เอเชีย อินโฟเน็ต จำกัด
10. บริษัท ดิไอเดีย คอร์ปอเรชั่น ประเทศไทย จำกัด
11. บริษัท สยาม โกลบอล แอกเซส จำกัด
12. บริษัท ซีเอส คอมมิวนิเคชั่น จำกัด
13. บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด
14. บริษัท ชมะนันท์ เวิลด์เน็ต จำกัด
15. บริษัท ฟาร์อีสต์ อินเทอร์เน็ต จำกัด
16. บริษัท อีซีเน็ต จำกัด
17. บริษัท เคเบิล วายเลส จำกัด
18. บริษัท รอยเน็ต จำกัด (มหาชน)



Ghost

          การกระทำใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของฮาร์ดดิสก์ เช่น การแบ่งพาร์ทิชั่น การฟอร์แมท การสำเนาฮาร์ดดิสก์ (Ghost) ควรจะทำการสำรองข้อมูลไว้ในอุปกรณ์เก็บข้อมูลอื่นๆ ก่อนเสมอ เพราะ ถ้ามีการผิดพลาดขึ้นมาข้อมูลที่สุดแสนจะทำขึ้นมาใหม่ได้ยากจะได้ยังคงอยู่ อย่าเชื่อมั่นในตัวเองเกินไป โอกาสที่จะกู้ข้อมูลคืนมามีเพียงน้อยนิดเท่านั้น อย่าเสี่ยงดีกว่าหลายๆ คนมักจะโทษว่าโปรแกรมไม่ดีทำให้ข้อมูลสูญหาย ความจริงแล้วมันขึ้นอยู่กับความสะเพร่าของคุณเองมากกว่า มัวแต่คลิก Yes/Next/Continue/OK เรื่อยเปื่อยโดยไม่เคยอ่านคำเตือนให้ละเอียดก่อน


โปรแกรม Ghost เป็นโปรแกรมที่ใช้สำหรับถ่ายโอนข้อมูลได้หลายแบบ เช่น

1. จากพาร์ทิชั่นสู่พาร์ทิชั่น
2. จากฮาร์ดดิสก์สู่ฮาร์ดดิสก์
3. จากฮาร์ดดิสก์เป็นอิมเมจไฟล์
4. จากอิมเพมจไฟล์สู่ข้อมูลเดิมทั้งพาร์ทิชั่น
ต้องการดาวน์โหลดโปรแกรม Ghost 6.0 คลิกได้เลยครับ

ข้อตกลง
Drive 1 = ไดรว์ที่มีโปรแกรม ข้อมูลหรือระบบปฏิบัติการที่เราต้องการถ่ายมาใช้ หรือสำเนาเก็บไว้
Drive 2 = ไดรว์ที่เราต้องการเก็บข้อมูลจาก Drive 1 หรือเป็นที่เก็บสำเนาไฟล์อิมเมจ ซึ่งจะนำมาทั้งฮาร์ดดิสก์หรือบางพาร์ทิชั่นก็ได้

การ ถ่ายโปรแกรมระหว่างฮาร์ดดิสก์กับฮาร์ดดิสก์ วิธีนี้เหมาะกับการสำเนาไดรว์ที่บูตได้ ไปใช้กับเครื่องอื่น ซึ่งฮาร์ดดิสก์ทั้งสองตัวนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นรุ่นเดียวกันครับ ขอให้มีเนื้อที่ เพียงพอสำหรับรับข้อมูลเท่านั้น มีวิธีการดังนี้ (ภาพประกอบจากเวอร์ชั่น 5.1)

1. ต่อฮาร์ดดิสก์ต้นฉบับไว้เป็น Master HD และตัวที่สองที่จะรับข้อมูลไว้เป็น Slave HD
2. เซ็ท Bios ให้รู้จัด HD ทั้งสองตัว (เทคนิคง่าย ๆ เซ็ท Bios ให้เป็นแบบ Auto ทั้งหมด จะได้ detect HD ได้เอง)
3. ทำแผ่นบูตที่ฟอร์แมตจาก Windows 98 เพื่อให้สามารถมองเห็นไฟล์ทั้ง FAT16 และ FAT32 จากนั้น Copy ไฟล์ของโปรแกรม Ghost ลงในแผ่น A: มีหรือยัง ? โปรแกรมนี้ ถ้ายังไม่มี คลิกที่นี่เอาไปใช้กันเลย 
4. บูตเครื่องจากแผ่น A: ที่ Dos prompt เรียก a:\>GHOST รอสักครู่จะพบหน้าตาของ โปรแกรมดังนี้


5. กดปุ่ม ENTER จะเข้าสู่เมนูของโปรแกรมดังรูปข้างล่าง


6. เลือก Local > Disk > To Disk จะเข้าสู่กรอบให้เลือก Local source drive (ปกติจะ เป็นไดรว์ C: ) ในตัวอย่างนี้ตัวต้นแบบคือไดรว์ที่ 3 (E:) กด ENTER


7. จะเข้าสู่กรอบให้เลือก Local destination drive เพื่อเลือกไดรว์ปลายทาง (ปกติจะ เป็นไดรว์ D: )ในตัวอย่างนี้ตัวต้นแบบคือไดรว์ที่ 4 (F:) กด ENTER


8. จะมีกรอบให้เลือก Destination drive details หากไดรว์นี้มีพาร์ทิชั่นเดียวเคาะ ENTER ผ่านได้เลย หากมีหลายพาร์ทิชั่นต้องระบุพาร์ทิชั่นที่จะรับข้อมูลแล้วเคาะ ENTER


9. จะมีคำถามว่าProceed with disk clone ให้กด Tab เลื่อนไปที่ Yes กด Enter คอย จนโปรแกรมถ่ายข้อมูลเสร็จ (ข้อมูลขนาด 500 KB ใช้เวลาประมาณ 6 นาที ซึ่งจะเร็ว กว่าการใช้คำสั่ง xcopy เสียอีก)


10. หลังเสร็จสิ้นกระบวนการสำเนาข้อมูลให้เลือก Restart Computer ปิดเครื่อง นำเอา ฮาร์ดดิสก์ตัวที่สองไปใช้ได้เลย (บูตเครื่องได้แน่นอนครับ)

ติดตั้งระบบปฏิบัติการ Ubuntu Server

วิธีติดตั้ง  Ubuntu  Server
 
      การติดตั้ง Ubuntu เครื่องควรเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ด้วยเพื่อความสะดวกในการ

อัพเดทแพ็กเกจต่างมาเริ่มกันเลย เปิดเครื่องแล้วใส่แผ่น CD Ubuntu เพื่อให้บูตจากแผ่นเลือกภาษา English
แสดงโลโก้ Ubuntu
 

เลือกภาษา English
เลือก United States
เป็นการเลือกตรวจสอบคีย์บอร์ด (Keyboard Layout) ให้ตอบ
เลือกรูปแบบ USA

ใส่ชื่อ Host (ชื่อเครื่องเซฟเวอร์) ตามต้องการเพื่อใช้อ้างอิงกับ DNS ต่อไป
ตรวจสอบเวลา
จัดการ Partition Disk ให้เลือก Manual
เลือก ฮาร์ดดิสก์
เลือก
เลือก pri/log 21.5 GB FREE SPACE เพื่อสร้างบูตพาร์ทิชั่น กด Enter
เลือก Create new partition
ให้ใส่ขนาดของบูตพาร์ทิชั่นลงไปคือ 128 MB. กด Enter
เลือก Primary
เลือก Begining
เลื่อนไฮไลต์บาร์มาที่ Mount point: /home กด Enter
เลื่อนไฮไลต์บาร์มาที่ /boot - static files of the boot loader กด Enter
สังเกตตรง Mount point: จะต้องเป็น /bootเลื่อนไฮไลต์บาร์มาที่ Done setting up the partition กด Enter
ก็จะได้ บูตพาร์ทิชั่นดังรูปเลื่อนไฮไลต์บาร์มาที่ pri/log 21.3 GB FREE SPACE เพื่อสร้าง swap กด Enter
เลือก Create new partition
ให้ใส่ขนาดของสวอป(swap)ลงไปคือ 1024 MB. กด Enter (มีขนาด สองเท่าของแรม)
เลือก Primary
เลือก Begining
เลื่อนไฮไลต์บาร์มาที่ Use as: Ext4 journaling file system กด Enter
เลือก swap area กด Enter
ก็จะได้ สวอปพาร์ทิชั่นดังรูป
เลือก pri/log 20.3 GB FREE SPACE เพื่อสร้าง root directory กด Enter
เลือก Create new partition
ใส่ขนาด root directory สัก10 GB กด Enter
เลือก Primary
เลือก Begining
เลือก Mount point: เป็น
เลื่อนไฮไลต์บาร์มาที่ Done setting up the partition กด Enter
ก็จะได้ root directory ดังรูป  เลือก pri/log 10.3 GB FREE SPACE เพื่อสร้าง home กด Enter
เลือก Create new partition
ใส่ขนาด home directory 10.3 GB กด Enter
Mount point: ต้องเป็น /home
เลื่อนไฮไลต์บาร์มาที่ Done setting up the partition กด Enter
ก็จะได้ home directory ดังรูป
เลื่อนไฮไลต์บาร์มาที่ Finish partitioning and write changes to disk กด Enter
เลื่อก
ระบบกำลังฟอร์แมตดิสก์ และติดตั้ง base system
สร้างยูสเซอร์แอคเคาน์ที่จะใช้แทนยูสเซอร์ root
ใส่ชื่อที่จะใช้ในการล็อกออน
ใส่รหัสผ่านที่จะใช้ในการล็อกออน
ยืนยันรหัสผ่านที่จะใช้ในการล็อกออน อีกครั้ง
เลื่อก
เลือก
ข้อมูล http Proxy ให้ปล่อยว่างใว้
การคอนฟิกส์ apt(Advanced Package Tool)
เลือก No automatic updates
เลือก Software Selection ตามการใช้งานขอเรา ในที่นี้จะเลือกเพียง DNS Server, Print Server, Samba File Serverก็พอ จะติดตั้งเองด้วยคำสั่ง apt ในลำดับต่อไปภายหลัง


เลือก
Installation complete การติดตั้งเสร็จสมบูรณ์แล้ว เอาแผ่น CD ออกแล้วกด Enter เพื่อรีบูต

รีบูตเสร็จแล้วก็จะสู่หน้าล็อกออน
ให้เราล็อกออนเข้าระบบด้วยยูสเซอร์และรหัสผ่านตอนที่เราติดตั้งล็อกออนเสร็จแล้ว จากนั้นให้เปิดการใช้งานยูสเชอร์ root ด้วยการพิมพ์คำสั่ง sudo passwd root กด Enter
ให้ใส่รหัสผ่านของเราลงไป
ระบบจะให้เราสร้างรหัสผ่านของยูสเซอร์ root ใหม่
รหัสผ่านของยูสเซอร์ root อีกครั้ง
การสร้างรหัสผ่านของยูสเซอร์ root สำเร็จแล้ว
พิมพ์คำสั่ง su กด Enter เพื่อขอใช้งานยูสเซอร์ root
ใส่รหัสผ่านของยูสเซอร์ root
ถ้าล็อกออนยูสเซอร์ rootตรง noom@server: ก็จะเปลี่ยนเป็น root@server:
พิมพ์คำสั่ง ifconfig เพื่อดูไอพี ของเครื่องเราแล้วดูบรรทัดที่สองตรง inet addr:ตามรูปไอพีคือ 192.168.1.42 ได้มาจากเครื่อง dhcp
การเซตไอพีเองให้เป็น static IP พิมพ์คำสั่ง vi /etc/network/interfaces กด Enter
กดคีย์อักษร เพื่อเข้าสู่โหมดพิมพ์ข้อความ
เปลี่ยนจาก iface eth0 inet dhcp เป็น iface eth0 inet static แล้วพิมพ์คำสั่งเพิ่ม ตามรูปเลย แล้วทำการบันทึกด้วยการกด แล้วตามด้วย <:> กด Enter
จากนั้นรีสตาร์ตเซอร์วิสด้วยคำสั่ง /etc/init.d/networking restart กด Enter

แล้วตรวจดูว่า IP Address เปลี่ยนแปลงหรือยัง ด้วยคำสั่ง ifconfigก็จะได้ไอพีตามที่เราเซตก็คือ 192.168.1.20
เสร็จการติดตั้ง Ubuntu Linux Server